คำแนะนำ

แน่ใจหรือยัง? ว่ารู้จักสภาพผิวตัวเองดีแล้ว

สาเหตุหลักที่ดูแลผิวยังไง ผิวก็ไม่ดีเสียที คือการไม่รู้จักสภาพผิวของตัวเองว่า ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวผสม ผิวธรรมดา หรือผิวแพ้ง่าย ทั้ง ๆ ที่การรู้จักสภาพผิวถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลผิวให้มีสุขภาพดี 

ทำไมดูแลผิวยังไงก็ไม่ดีขึ้น?  

ทำไมดูแลผิวยังไงก็ไม่ดีขึ้น?

ผู้หญิงหลายคนเสียเงินเสียทองและเสียเวลามากมายใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใครก็ว่าดี หรือเข้าคอร์สทรีทเมนต์ผิวราคาแพง แต่สุขภาพผิวก็ไม่ดีขึ้น เพราะอะไรกัน? เพื่อนใช้ดีเราก็ต้องใช้ดีสิ คนรีวิวเยอะว่าดี มันก็ต้องดีกับเราสิ แต่ทำไมยิ่งใช้ยิ่งให้ผลลัพธ์ตรงข้ามกับที่หวังเลย ผิวแย่ลง หน้ามันเยิ้มแต่ก็รู้สึกเหมือนผิวขาดน้ำ สิวขึ้นง่ายหายยาก เป็นเรื้อรังไม่เคยหายขาด หนักหน่อยก็สิวอักเสบเห่อเต็มหน้า สุขภาพผิวพัง  

แล้วคุณรู้จักสภาพผิวตัวเองดีพอหรือยัง?

สาเหตุหลักที่ดูแลผิวยังไง ผิวก็ไม่ดีเสียที คือการไม่รู้จักสภาพผิวของตัวเองว่า ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวผสม ผิวธรรมดา หรือผิวแพ้ง่าย ทั้ง ๆ ที่การรู้จักสภาพผิวถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลผิวให้มีสุขภาพดี 

ลองนึกดูว่าหากจริง ๆ แล้วคุณมีสภาพผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น แต่กลับเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวมัน ยิ่งใช้ผิวก็ยิ่งแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย หากไม่รู้ตัวแล้วใช้ต่อเนื่องไปนาน ๆ ก็อาจทำให้สุขภาพผิวเสียจนกลับมาดีไม่ได้อีกเลย หรือหากคุณมีสภาพผิวมัน แต่กลับเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแห้ง โดยเฉพาะพวกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่จะเห็นปัญหาชัดมาก เพราะล้างหน้าอย่างไรผิวก็ไม่หายมัน เนื่องจากใช้ผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะกับผิวตัวเอง ผลคือหน้ามันสะสม ผิวหมองคล้ำ เป็นสิวเรื้อรัง หมดความมั่นใจจนเสียบุคลิกไปเลย เห็นความสำคัญของการรู้จักสภาพผิวตัวเองหรือยัง?  

วิธีทดสอบสภาพผิวด้วยตัวเองง่ายๆ

ทดสอบได้สะดวก ไม่ต้องไปพบแพทย์ผิวหนัง วิธีทดสอบก็ง่ายคือใช้กระดาษซับมันทดสอบซับความมันบนผิวหน้าหลังตื่นนอน โดยทดสอบซับความมันที่บริเวณหน้าผาก จมูก คาง และแก้ม ซึ่งควรทดสอบในวันที่ไม่ได้ทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวใด ๆ ก่อนเข้านอน นำผลทดสอบที่ได้มาเช็คได้เลยว่าคุณมีผิวชนิดไหน  

 

1.    ผิวธรรมดา skin_test_image02

ทดสอบแล้วพบความมันเพียงเล็กน้อยที่หน้าผาก จมูก คาง และแก้ม 

หากคุณมีสภาพผิวธรรมดา ถือว่าโชคดีมาก เพราะดูแลง่าย แทบไม่พบปัญหาสิวหรือผิวหมองคล้ำใด ๆ เลย เพียงดูแลรักษาความชุ่มชื้นบนผิวหน้าให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวแห้งตึง

 

2.    ผิวมัน

skin_test_image03

ทดสอบแล้วจะพบความมันมากที่บริเวณหน้าผาก จมูก คาง และแก้ม 

หากคุณมีสภาพผิวมัน การดูแลไม่ยากอย่างที่คิด เพียงเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรสำหรับคนผิวมัน เลี่ยงการแต่งหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่มี oil ผสม และเลือกทาผลิตภัณฑ์บำรุงเฉพาะช่วงก่อนนอน เนื่องจากช่วงกลางวันผิวมีความชุ่มชื้นเพียงพอแล้ว การทาบำรุงเพิ่มอาจทำให้ผิวมันมากขึ้นจนเกิดสิวได้ง่าย

 

3.    ผิวแห้ง

skin_test_image04

หากคุณมีสภาพผิวแห้ง แนะนำว่าควรทาครีมบำรุงทุกครั้งหลังล้างหน้า และเลี่ยงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ทำให้ผิวแห้งตึงเพราะจะทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นตามธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จนร่างกายต้องขับไขมันออกมาตามรูขุมขน จนหน้ามันเยิ้มแม้เพิ่งล้างหน้าเสร็จไปไม่นาน (หรือที่หลายคนสับสนว่าทำไมผิวมันแต่รู้สึกขาดน้ำนั่นเอง)

 

4.    ผิวผสม. skin_test_image05

มักพบความมันชัดเจนบริเวณหน้าผาก จมูก หรือคาง แต่ไม่พบความมันบริเวณแก้ม 

หากคุณมีผิวผสม จะดูแลยุ่งยากเล็กน้อย แนะนำว่าควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยลดความมันส่วนเกิน (เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับคนผิวมัน) แต่ควรทาครีมบำรุงบริเวณที่ผิวแห้งทุกครั้งหลังล้างหน้า โดยเลี่ยงการทาบำรุงในบริเวณทีโซนที่มักมีความมันส่วนเกินมากในช่วงกลางวัน

 

5. ผิวแพ้ง่าย

skin_test_image06

ทดสอบแล้วพบความมันเล็กหรือไม่พบเลยทั่วบริเวณใบหน้า โดยมีข้อสังเกตเบื้องต้นคือ ผิวจะดูแห้งกร้าน ไม่ยืดหยุ่น หากทดสอบบีบผิวดูจะเกิดริ้วรอยย่น และรู้สึกระคายเคือง 

หากคุณมีผิวแพ้ง่าย ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และน้ำหอมและทาครีมบำรุงเป็นประจำ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว อย่าปล่อยผิวแห้งเสียเป็นเวลานานเด็ดขาด เพราะผิวแพ้ง่ายมักมีพื้นฐานมาจากการที่ผิวแห้งมาก เสียสมดุล จนผิวอ่อนแอแพ้ง่าย

 

เมื่อรู้จักสภาพผิวตัวเองแล้ว 

ขั้นตอนต่อไปก็คือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยน 

ช่วยคงความชุ่มชื้น และเหมาะกับสภาพผิวของคุณ

 

> ดูผลิตภัณฑ์ Cetaphil ได้ที่นี่ <